สั่งซื้อ หรือสอบถามเพิ่มเติม จากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
Mobile: 062-195-1909 
Line id: @GETBEST

6. ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเสียง

7. ปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องพิจารณา 

5. ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเสียง


1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ อย่างน้อย Class 2 เท่านั้น ตามมาตรฐาน IEC61672 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ Z 

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 130 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 แยกความถี่การวัดได้อย่างน้อย 1/3 ออกเตฟ ขึ้นไป (ยิ่งวัด 1/12 และ FFT ได้จะมีประโยชน์มาก) 

1.8 สามารถวัดค่าความก้อง RT60 ได้ ด้วยวิธีแบบ impulsive หรือ interuptted noise ความละเอียด 1/3 ออกเตฟ 

1.9 เครื่องสร้างสัญญาณเสียงทั้ง Pink Noise และ STI เพื่อให้เครื่องวัดเสียงตรวจวัดและคำนวณต่อไป



1. เครื่องวัดเสียงภายในสถานประกอบการ 


1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ อย่างน้อย Class 2 เท่านั้น ตามมาตรฐาน IEC61672 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ Z 

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 130 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 แยกความถี่การวัดได้อย่างน้อย 1/3 ออกเตฟ ขึ้นไป (ยิ่งวัด 1/12 และ FFT ได้จะมีประโยชน์มาก) 

1.8 สามารถวัดค่าความก้อง RT60 ได้ ด้วยวิธีแบบ impulsive หรือ interuptted noise ความละเอียด 1/3 ออกเตฟ 

​1.7 (ทางเลือก) แสดงค่า NC (์Noise criteria) บนหน้าจอได้ ขณะทำการวัด 



1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ ระดับ Class 1 เท่านั้น ตามมาตรฐาน IEC61672 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq, Lmax, L90, LPeak 

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ C

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 130 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 กรณีวัดกลางแจ้งจะต้องมีชุดป้องกันตัวเครื่องและไมโครโฟนจาก ฝน ฝุ่น และความร้อนจากแดด

​1.7 บันทึกผลการวัดตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้ หรือที่เรียก ฟังก์ชั่น Logging 

1.8 (ทางเลือก) บันทึกเสียงขณะทำการวัด เพื่อไว้ฟังภายหลังว่าเสียงที่เกินมาตรฐานเป็นเสียงอะไร 

1.9 (ทางเลือก) วิเคราะห์แยกความถี่ของเสียงที่วัดได้ ซึ่งจะขึ้นกับงานที่วัด หากวัดเสียงสนามบินจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลผลการวัดแยกตามความถี่ 

1.10 (ทางเลือก) การควบคุมตัวเครื่องและการดูผลการวัดผ่านอินเตอร์เนต เป็นเทรนด์ของเครื่องวัดเสียงในสิ่งแวดล้อยุคปัจจุบัน 

2. เครื่องวัดเสียงในงานสิ่งแวดล้อม  

4. ตรวจวัดอคูสติกภายในห้อง (ค่า RT และ STI) 

อ้างอิงจาก ประกาศกฏกระทรวงแรงงาน กําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางานเกี่ยวกับ ความร้อน แสงสว่าง และเสียง 17 ตลุาคม พศ 2559  จึงสรุปออกมาได้ดังต่อไปนี้ 


1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ ขั้นต่ำระดับ Class 2 ตามมาตรฐาน IEC61672 

       (ดูรายละเอียดความแตกต่างระหว่าง Class1 vs Class 2) 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq, Lmax, Lpeak 

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ C

       (ดูรายละเอียดความหมายของค่าถ่วงน้ำหนักแบบ A C (A, C weighting) 

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 140 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 (ทางเลือก) สามารถวิเคราะห์ความถี่ของเสียงที่ทำการวัด

​1.8 (ทางเลือก) บันทึกผลการวัดตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้ หรือที่เรียก ฟังก์ชั่น Logging 

1.9 (ทางเลือก) บันทึกเสียงขณะทำการวัด เพื่อไว้ฟังภายหลังว่าเสียงที่เกินมาตรฐานเป็นเสียงอะไร 




สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องวัดเสียง ข้อมูลเชิงเทคนิค สามารถติดต่อ วิศวกรโบ๊ต 062-1909-190

วิธีเลือกเครื่องวัดเสียงเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท 


1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ อย่างน้อย Class 2 เท่านั้น ตามมาตรฐาน IEC61672 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ Z 

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 130 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 แยกความถี่การวัดได้อย่างน้อย 1/3 ออกเตฟ ขึ้นไป (ยิ่งวัด 1/12 และ FFT ได้จะมีประโยชน์มาก) 

1.8 สามารถเปรียบผลวัดก่อนและหลัง และแสดงผลวัดในหน้าจอเดียวกัน 

1.9 (ทางเลือก) สามารถวัด Polarity ของลำโพงได้ 

1.10 (ทางเลือก) สามารถวัด THD+N 

1.11 (ทางเลือก) วัด impedance ของลำโพง

1.12 (ทางเลือก) วัดค่า RT และ STI ได้ 

1.13  เครื่องสร้างสัญญาณเสียงทั้ง Pink Noise และ STI เพื่อให้เครื่องวัดเสียงตรวจวัดและคำนวณต่อไป




1.1 เครื่องวัดเสียงจะต้องมีความแม่นยำ อย่างน้อย Class 2 เท่านั้น ตามมาตรฐาน IEC61672 

1.2 แสดงผลการวัดด้วยค่า Leq

1.3 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักความถี่ (Frequency Weighting) แบบ A และ Z 

1.4 แสดงผลการวัดด้วยค่าถ่วงน้ำหนักเวลา (Time Weighting) แบบ Slow, Fast, Impulse

1.5 ตรวจวัดค่าดังได้มากกว่า 130 เดซิเบล โดยเฉพาะค่า LPeak 

1.6 สามารถตรวจวัดความถี่ได้ครอบคลุมในช่วง 20-20,000 Hz 

1.7 แยกความถี่การวัดได้อย่างน้อย 1/3 ออกเตฟ ขึ้นไป (ยิ่งวัด 1/12 และ FFT ได้จะมีประโยชน์มาก) 

1.8 สามารถเปรียบผลวัดก่อนและหลัง และแสดงผลวัดในหน้าจอเดียวกัน 



บ่อยครั้งจะพบว่า เวลาเราจะซื้อเครื่องวัดเสียงซักตัวไว้ใช้งานนั้น พอเริ่มศึกษาหาข้อมูลพบว่า เครื่องวัดคุณสมบัติเยอะมาก แล้วเราจะเลือกเครื่องวัดอย่างไรให้เหมาะสมกับงานที่เราจะได้ไปตรวจวัดเสียง โดยบทความนี้จะเป็นการสรุปคุณสมบัติของเครื่องวัดที่เหมาะสมกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ แบบง่าย เพื่อให้ผู้อ่าน ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อเครื่องมือวัดได้นำไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาเลือกซื้อครับ 


โดยปกติงานตรวจวัดเสียงทั่วไปในเมืองไทยจะประกอบด้วย 


1. ตรวจวัดเสียงภายในสถานประกอบการ เพื่อควบคุมไม่ให้ลูกจ้างสัมผัสเสียงที่ดังมากจนเกินไป และต้องนำผลวัดจัดทำเป็นรายงานส่งต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกปีอีกด้วย


2. ตรวจวัดเสียงรบกวนในสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง หรือการประเมินว่าเสียงรบกวนจากกิจกรรมใดๆ กระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงหรือไม่  


3. ตรวจวัดเสียงภายในอาคาร  เพื่อใช้ในประเมินความสามารถในการป้องกันเสียงทะลุผ่านของระบบผนัง ฝ้า พื้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุง หรือออกแบบ ผนัง ฝ้า พื้น ภายในอาคาร นอกจากนั้นยังรวมถึงการตรวจวัดค่าระดับความเงียบภายในอาคารว่าเหมาะสม หรือไม่ เพราะความเงียบเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการอยู่อาศัยภายในอาคาร 


4. ตรวจวัดสภาพอคูสติก (ค่าความก้อง, RT60 และค่าความชัดเจนของเสียงพูด, STI) ภายในอาคาร เนื่องจากอคูสติกภายในห้องจะส่งผลต่อความชัดเจนของการสื่อสารภายในห้อง หากในห้องมีเสียงก้องมาก จะทำให้เราไม่เข้าใจว่าคนที่พูดสื่อสารอะไร 


5.  ตรวจเช็คคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวก้องกับเสียง เช่น คุณสมบัติและคุณภาพของลำโพง ระดับความดังของเสียงจากเครื่องจักรที่ผลิตออกมาว่ามีเสียงดังใกล้เคียงกับที่ออกแบบ หรือมาตรฐานที่ยอมให้มากน้อยแค่ไหน 


6. ช่วยในการติดตั้งระบบเครื่องขยายเสียง เครื่องวัดเสียงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ Sound Engineer ทำงานติดตั้งเครื่องขยายเสียงได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงให้คุณภาพเสียงที่เหมาะสม 


ทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น คือรูปแบบของการทำงานที่จำเป็นต้องใช้เครื่องวัดเสียง โดยแต่ละรูปแบบการทำงานต้องการคุณสมบัติปลีกย่อย ของเครื่องวัดเสียงที่แตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้ 


1.1 เครื่องหน้าจอสี จะมองไม่เห็นเลยถ้าอยู่กลางแจ้ง และเปลืองพลังงานจากแบตเตอรี่สูง !!

​1.2 เครื่องควรจะต้องมีตอบสนองได้ดี ไม่รอนาน ทั้งการเปิดเครื่อง หรือการเปลี่ยนฟังก์ชั่นการทำงาน 

​1.3 ฟังก์ชั่นใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เพราะคนที่วัดส่วนใหญ่จะไม่เชี่ยวชาญเหมือนคุณ 

​1.4 บริการหลังการขาย ทั้งการใช้งาน นิยามของฟังก์ชั่นต่างๆในตัวเครื่อง จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุน



3. ตรวจวัดเสียงภายในอาคาร